Tag Archives: เบาหวาน

จากบทความที่แล้วเราได้แนะนำวิธีการดัดแปลงอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานไปแล้วนะคะ วันนี้ทางเพจของเราก็จะนำเสนอ วิธีการทำอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานกันค่ะ โดยเมนูอาหารแรกที่เราจะนำเสนอกันคือ แกงเขียวหวานค่ะ
ส่วนผสม
1.เนื้ออกไก่ (ไร้มัน ไม่มีหนัง) 45 กรัม
2.น้ำพริกแกงเขียวหวาน 1 ช้อนชา
3.น้ำมันรำข้าว 2 ช้อนชา
4.ผัก (ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ มะเขือพวง) ½ ถ้วย
5.นมพร่องมันเนย 1/3 กล่อง (ใช้แทนกะทิ)
6.พริกชี้ฟ้า ใบโหระพา
7.น้ำปลา 2 ช้อนชา
8.น้ำ ¼ ถ้วยตวง
9.น้ำตาลเทียม 1 ซอง (ใช้ปรับรสชาติหวาน)
วิธีทำ
1.ผัดพริกแกงกับน้ำมันจนหอม จึงใส่เนื้อไก่ที่หันเตรียมไว้ และผัก ใส่น้ำปลา
2.เติมน้ำลงไป ใช้ไฟปานกลาง รอจนไก่ และผักสุกจนทั่ว
3.เติมพริกชี้ฟ้าและนม คนให้เข้ากัน พอนมใกล้เดือด ปรุงรสหวานด้วยน้ำตาลเทียม ใส่ใบโหระพาแล้วยกลง
ปริมาณสารอาหารที่ได้ 1 จาน
ได้สูตรอาหารแล้ว นำไปลองทำตามกันได้นะคะ ทุกคน ทำแล้วเป็นอย่างไรลองมาบอกกันนะคะ หรือใครมีสูตรดีๆอยากจะแชร์ ลองเข้ามาแชร์กันนะคะ
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: , ,

หลักการเลือกรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวานตามหลักโภชนาการดังที่กล่าวในบทความก่อนหน้านี้ จะเน้นคุมปริมาณแคลอรีที่รับประทาน และเน้นให้บริโภคผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ผลไม้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และยังต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลที่ใส่ในอาหารอีกด้วย โดยตามหลักแล้ว สามารถเติมน้ำตาลได้ไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน ดังนั้นถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่จะต้องปรุงอาหารให้กับผู้ป่วยเบาหวาน เราจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง ให้มีความเหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวานจริงๆ
สิ่งแรกที่เรายังคงยึดเป็นหลักคือ การควบคุมแคลอรี สิ่งที่เราทำได้คือ คุมแคลอรีในมื้ออาหารให้มีความเหมาะสมกับผู้ป่วยโรคเบาหวานจริงๆ ซึ่งในแต่ละมื้ออาจจะโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 กิโลแคลอรี (คิดจากพลังงาน 1,200-1,500 กิโลแคลอรี) แต่นอกจากแคลอรีจะเหมาะสม สัดส่วนปริมาณสารอาหารก็ควรจะมีความเหมาะสมด้วยเช่นกัน
ตามหลักแล้ว สารอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องดูแลใส่ใจมากกว่าปกติคือ คาร์โบไฮเดรต เพราะสารอาหารชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจึงมีผลต่อการขึ้นของระดับน้ำตาลในกระแสเลือด แล้วคาร์โบไฮเดรตพบได้ที่ไหน อาหารหลักที่จะพบคาร์โบไฮเดรตคือ อาหารกลุ่มข้าว แป้ง ซึ่งจะพบในข้าว ข้าวไม่ขัดสี เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เผือก มัน ฟักทอง แป้งต่างๆที่ใช้ในการประกอบอาหาร ได้แก่ แป้งมัน แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า อาหารกลุ่มต่อมาที่พบคาร์โบไฮเดรตคือผลไม้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ส้ม สับปะรด แอปเปิ้ล ฝรั่ง และ นมทุกชนิด ดังนั้นการปรุงประกอบอาหารเหล่านี้จะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องของปริมาณเป็นอย่างยิ่ง
ในเมื่อผู้ป่วยเบาหวานต้องควบคุมข้าวแป้ง ผลไม้ และนม อาจทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่อิ่มได้ ดังนั้นเราสามารถเพิ่มเมนูอาหารในกลุ่มผักแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผัก ผักต้ม ผัดผัก ต้มผัก ผักสด ได้หมด เนื่องจากผักแทบจะไม่มีแคลอรีและสามารถเพิ่มปริมาณเนื้อสัตว์ได้ โดยเลือกใช้เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อย่างเนื้อปลา อกไก่ หมูสันนอก แทนได้ เพื่อเพิ่มความอิ่มได้อีกด้วย
สำหรับการปรุงแต่งรสชาติอาหารให้กับผู้ป่วยเบาหวาน จะแนะนำให้อ่อนหวาน อ่อนมัน อ่อนเค็ม ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1. เน้นลดเครื่องปรุงรส อย่าง ซีอิ๊วขาว น้ำปลา เกลือ ถ้าจะใช้เกลือ 1 วันก็ไม่ควรเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ถ้าจะใช้ซีอิ๊วขาว ไม่ควรเกิน 3 ช้อนชาต่อวันและควรหลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรส ผงปรุงรส เนื่องจากมีโซเดียมสูง
2. การปรุงแต่งรสหวาน ควรงดและคุมการใช้น้ำตาลทราย โดยใน 1 วันไม่ควรใช้น้ำตาลทรายเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน แต่เรามีทางเลือกให้กับผู้ป่วยเบาหวาน ถ้าจะปรุงแต่งรสหวาน อาจเลือกใช้น้ำตาลเทียมแทนได้ อย่าง ซูคราโลส แอสปาแทม สารสกัดจากหญ้าหวาน แต่บางคนอาจกังวลเรื่องการใช้น้ำตาลเทียม แต่จากงานวิจัยพบว่า หากใช้น้ำตาลเทียมในปริมาณที่กำหนด จะไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายกับมนุษย์ ซึ่งพบว่าหากเราใช้ในปริมาณ 1-2 ซองต่อวันก็ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมนุษย์
3. การทำแกงกะทิ ผู้ป่วยเบาหวานมักมีภาวะไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย ดังนั้นการเลือกรับประทานแกงกะทิอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แต่ถ้าหากอยากรับประทานและปรุงเองได้ แนะนำให้ใช้ นมสดพร่องมันเนยหรือกะทิธัญพืชมาเป็นทางเลือกในการปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ใครที่ต้องปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน บทความนี้อาจเป็นช่วยแนะนำวิธีการเลือก ปรุงอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้ บทความต่อไปจะมีตัวอย่างเมนูอาหาร สำหรับผู้ป่วยเบาหวานมานำเสนอกับทุกท่านกันค่ะ
Reference : 1. แนวเวชปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ปี 2560
2.หนังสืออิ่มอร่อย ได้สุขภาพ สไตล์เบาหวาน สำนักโภชนาการ
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: ,

หากคุณเป็นเบาหวาน หรือเป็นผู้ใส่ใจสุขภาพ อาจเคยได้ยินคำว่า ค่าดัชนีน้ำตาล ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ค่านี้คืออะไร วันนี้เรามีบทความดีๆเกี่ยวกับเรื่องค่าดัชนีน้ำตาลมาเล่าให้ฟังค่ะ
ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่าค่าดัชนีน้ำตาล หรือ ค่า Glycemic index คือ ค่าที่ทำให้เราทราบว่า อาหารที่ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตต่างๆนั้นสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้มากน้อยต่างกันแค่ไหน ซึ่งวัดจากระดับน้ำตาลในเลือดหลังทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 50 กรัม เทียบกับน้ำตาลกลูโคสหรือขนมปังขาวที่เป็นค่ามาตรฐานคือ 100 ซึ่งเกณฑ์ค่าดัชนีน้ำตาลมีดังนี้
คำถามคือ ค่าดัชนีน้ำตาลเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร ต้องบอกว่า หลังจากผู้ป่วยเบาหวานรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานค่อยๆหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่หากรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวาน ต้องหลั่งฮอร์โมนอินซูลินอย่างรวดเร็ว เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นตามคำแนะนำของสมาคมผู้ป่วยเบาหวานจึงแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่า ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำอย่างเดียวจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถคุมน้ำตาลได้ดี แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณของอาหารที่รับประทานเข้าไปด้วย เพราะอาหารแต่ละชนิดก็จะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ไม่เท่ากัน หากเรารับประทานอาหารในเข้าไปเยอะ ถึงแม้ว่าจะมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำก็จริงแต่สุดท้ายระดับน้ำตาลในเลือดก็ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ดี วันนี้เราก็มีตัวอย่างอาหารและค่าดัชนีน้ำตาลมาให้ด้วยค่ะ
จากตัวอย่างที่แสดงดังตารางข้างบนเปรียบได้กับสัญญาณไฟจราจรค่ะ ถ้าเป็นช่องสีเขียว หมายถึง มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เป็นกลุ่มที่แนะนำให้เลือกรับประทาน ช่องสีเหลือง หมายถึง ค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง เป็นกลุ่มที่เลือกรับประทานได้เช่นกัน แต่อาจจะไม่เท่ากับในกลุ่มดัชนีน้ำตาลต่ำ และช่องสีแดง หมายถึงด่าดัชนีน้ำตาลสูง เป็นกลุ่มที่อาจจะต้องระมัดระวังในการรับประทานค่ะ
ดังนั้นหากจะเลือกรับประทานอาหาร ควรจะเลือกอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ และ ควบคุมปริมาณในการรับประทานด้วยค่ะ
Reference : หนังสืออิ่มอร่อย ได้สุขภาพ สไตล์เบาหวาน สำนักโภชนาการ
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: ,

รู้หรือไม่หากเป็นเบาหวานนานๆ อาจมีโรคตามมาได้

ปัจจุบันพบว่า มีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานได้เพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปและพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดี โดย ณ ปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากยังควบคุมดูแลตัวเองได้ไม่ดีนัก ทำให้มีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่อยู่ในเกณฑ์ ซึ่งหลายๆคนคิดว่า การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ใช่เรื่องสำคัญ และเรื่องจำเป็น สุดท้ายก็ละเลยการดูแลตัวเองส่งผลให้มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาจนสายเกินกว่าที่จะรักษาจนหาย ดังนั้น วันนี้ เพจ ไดอะเมท ขอเล่าให้ฟังว่า หากควบคุมดูแลรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี จะส่งผลกับร่างกายอย่างไรบ้าง
ตา อาจเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมหรือต้อกระจก หรือ ที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า “เบาหวานขึ้นตา” เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น ทำให้หลอดเลือดในจอประสาทตาจะเริ่มมีอาการอักเสบ โป่งพอง และหากทิ้งไว้นานๆจอประสาทตาจะเริ่มขาดเลือด เซลล์ในการรับการมองเห็นถูกทำลายจนเหลือน้อยลง และทำให้การมองเห็นลดลงเรื่อยๆ
ไต เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน จะส่งผลให้หลอดเลือดที่มาเลี้ยงไตมีการเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการกรองของไตลดลง และเกิดโปรตีนรั่วออกมา ทำให้เกิด โรคไตเรื้อรัง
หัวใจ ผู้ป่วยเบาหวาน โดยส่วนใหญ่พบว่ามักจะมี ภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ได้มากกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานอาจจะมีโรคหัวใจและหลอดเลือดแทรกซ้อนได้ง่าย และถ้าหากไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจได้มากขึ้นอีกด้วย
ปลายประสาทเสื่อม หรือ อาการชาปลายมือปลายเท้า บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินว่า ผู้ป่วยเบาหวานต้องได้รับการตัดขา นั่นมาจาก มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่หลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นมาจากน้ำตาลในเลือดที่สูงมานาน ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทถูกทำลาย จึงส่งผลให้ไม่สามารถส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ โดยเฉพาะปลายมือ ปลายเท้า ทำให้เกิดอาการชาตรงปลายมือปลายเท้า ผู้ป่วยเบาหวานจึงไม่มีความรู้สึกตรงส่วนปลายมือปลายเท้า ทำให้เมื่อมีแผลเกิดขึ้นที่เท้า ผู้ป่วยเบาหวานจึงไม่รู้สึกว่ามีแผล ทำให้แผลที่เท้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เมื่อมาตรวจอีกทีก็พบว่า มีปัญหาแผลลุกลามไปแล้ว จึงส่งผลให้โดนตัดขาในส่วนที่มีแผลเน่าเกิดขึ้น
หลอดเลือดสมอง เช่นเดียวกับอาการแทรกซ้อนอื่นๆหาก น้ำตาลในเลือดสูง ก็จะส่งผลให้หลอดเลือดแดงแข็ง และ ผู้ป่วยเบาหวาน มักมีความดันโลหิตสูง และ ไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย หากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีอาการตีบตันมากกว่าปกติ ก็จะส่งผลให้เกิดภาวะโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน และเมื่ออาการตีบตันมากยิ่งขึ้นอาจส่งผลให้เกิด อัมพฤกษ์ หรือ อัมพาตเกิดขึ้นได้
อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากเบาหวาน มีหลายอาการ ดังที่กล่าวไปข้างต้นไม่ว่า จะเป็น โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคไต ชาปลายมือปลายเท้า โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ถือว่าเป็นโรคที่ค่อนข้างอันตรายมาก ซึ่งโรคเหล่านี้ถือว่าใช้ค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง และใช้งบประมาณของประเทศในการรักษาค่อนข้างมาก ดังนั้นหากลดอาการแทรกซ้อนของเบาหวานได้ก็จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศได้
ต้องบอกก่อนว่าอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคนี้เวลานานและไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ ด้วยสาเหตุดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่ามาจากหลอดเลือดอักเสบ แข็ง หรือ ตีบตัน จึงเห็นได้ว่า การเป็นโรคเบาหวานและไม่ได้รับการดูแลรักษาหรือการให้ความรู้ แล้วดูแลตัวเองไม่ถูกต้อง จึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น กันเลยทีเดียว
หากใครรู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน หันมาเริ่มใส่ใจดูแลสุขภาพกันดีกว่าค่ะ ก่อนที่จะสายเกินไป
ที่มา : แนวเวชปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ปี 2560
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: ,

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีโรคเบาหวาน แล้วพบว่า ตัวเองมีอาการรู้สึกหิว ร้อน เหงื่อออก ใจสั่น มือสั่น กระสับกระส่าย หัวใจเต้นเร็ว หากคุณมีภาวะโรคเบาหวานแล้วพบอาการเหล่านี้ ขอให้คุณนึกไว้เลยว่า อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อาจมีอันตราย จนสามารถทำให้คุณสามารถเสียชีวิตได้เลย
ก่อนอื่นคงต้องเริ่มจาก การวินิจฉัยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำคือ ตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดแล้วมีค่า น้อยกว่าหรือเท่ากับ 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งสามารถใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลกลูโคสแบบพกพา ในการตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสเพื่อประเมินอาการเบื้องต้นได้
โดยปกติไม่มีใครเจาะน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ ดังนั้นอาการบ่งชี้ของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ก็คือ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกร้อน เหงื่อออก มือสั่น รู้สึกกังวล ความดันโลหิตสูง กระสับกระส่าย และชา อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าผู้ป่วยมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ และต้องได้รับการแก้ไขอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ก่อนที่จะมีอาการสมองขาดน้ำตาลกลูโคสและมีอาการรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งถ้าสมองขาดน้ำตาลกลูโคส จะส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย รู้สึกร้อนทั้งที่ผิวหนังเย็นและชื้น มึนงง ปวดศีรษะ ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง สับสน ไม่มีสมาธิ ตาพร่ามัว พูดช้า ง่วงซึม หลงลืม และอาจเกิดภาวะอัมพฤกษ์ครึ่งซีก คล้ายโรคหลอดเลือดสมอง หมดสติ และชัก โดย ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 และ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นบ่อยๆ จะพบว่าร่างกายอาจจะไม่ส่งสัญญาณเตือนให้ร่างกายรับรู้ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวานได้
หากอ่านมาถึงตรงนี้คงอยากจะรู้กันแล้วว่า ใครกันที่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งสาเหตุที่มักพบได้บ่อยมี รายละเอียดดังนี้
1. การได้รับยาเบาหวานที่ไม่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาจจะชนิดของยา(อินซูลิน/ยากระตุ้นการหลั่งอินซูลิน) และปริมาณที่ไม่เหมาะสม (มากเกินไป)
2. รับประทานอาหารไม่เพียงพอหรือน้อยกว่าที่เคยได้รับ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตั้งใจลดอาหาร หรือมื้ออาหารถูกงดหรือเลื่อนออกไปจากปกติ เช่น ผ่าตัด การตรวจจากแพทย์ หรือมีการปรับเปลี่ยนอาหารทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลน้อยกว่าปกติ โดยได้รับยารักษาเบาหวานในปริมาณเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม
3. มีการออกกำลังกายมากขึ้นและทำให้ร่างกายมีการใช้กลูโคสมากกว่าปกติ
4. ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เยอะ และส่งผลให้ร่างกายมีการผลิตกลูโคสน้อยกว่าปกติ
5. ร่างกายมีการกำจัดยาเบาหวานหรืออินซูลินได้ลดลง อาจมาจาก มีการทำงานของไตหรือตับเสื่อมลง
6. มีการควบคุมเบาหวานอย่างเข้มงวดเพื่อให้มีระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็นมากที่สุด
7. ผู้สูงอายุ > 70 ปี หรือโรคไตระยะสุดท้าย หรือมีโรคเรื้อรังร่วมกันมากกว่า 3 ชนิดขึ้นไป
โดยส่วนใหญ่พบว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จะมีอัตราการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมากกว่าชนิดที่ 2 ดังนั้นเราสามารถป้องกันให้เกิดอาการน้ำตาลได้อย่างไรบ้าง
– ปฏิบัติตามแผนการรักษาตามที่แพทย์ได้แนะนำไว้อย่างระมัดระวัง ทั้งการรับประทานยา การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย
-ตรวจสอบปริมาณยารักษาเบาหวานและอินซูลินอย่างรอบคอบ
-หากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างระมัดระวัง
-หมั่นตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอตามที่แพทย์แนะนำ
– ควรพก น้ำผลไม้ หรือกลูโคสแบบเม็ด ซึ่งสามารถช่วยรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่อาการจะแย่ลง
แต่ถ้าหากพยายามป้องกันไม่ให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำแล้วแต่ยังคงเกิดอาการน้ำตาลต่ำอยู่ เราก็มีวิธีง่ายๆ ในการดูแลเมื่อมีอาการน้ำตาลต่ำเกิดขึ้น ซึ่งถูกตามหลักการแพทย์ มาแนะนำให้กับผู้ป่วยเบาหวาน ดังนี้
หากพบว่าผู้ป่วยเบาหวาน มีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เบื้องต้นให้รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม ซึ่ง ปริมาณคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม เทียบเท่ากับ ปริมาณอาหารดังต่อไปนี้
ซึ่งหลังจากได้รับกลูโคสหรืออาหารในปริมาณดังกล่าวแล้ว ผู้ป่วยมักจะมีอาการดีขึ้นภายใน 15-20 นาที โดยถ้าหาก รับประทานคาร์โบไฮเดรตเข้าไปแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นหรือระดับน้ำตาลในเลือดยังต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ให้รับประทานคาร์โบไฮเดรตอีก 15 กรัมเข้าไปซ้ำอีกครั้ง โดยถ้าอาการน้ำตาลต่ำยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจดูอาการและรับการรักษาอีกครั้ง แต่ถ้าหากผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้วหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 80 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ควรให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารต่อเนื่องทันทีเมื่อใกล้หรือถึงเวลาอาหารมื้อหลัก โดยถ้าหากรอนานเกินกว่า 1 ชม.กว่าจะรับประทานอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานคาร์โบไฮเดรตปริมาณ 15 กรัมเข้าไป เพื่อป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ ซ้ำอีกครั้ง
เห็นไหมคะทุกคน อาการน้ำตาลในเลือดต่ำไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่คุณควรจะมองข้าม ผู้ป่วยเบาหวานต้องระมัดระวัง และ รู้วิธีดูแลตัวเอง เมื่อมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ซึ่งเพจ ไดอะเมท ได้แนะนำวิธีการดูแลเบื้องต้นไปดังที่กล่าวมาข้างต้น คงมีประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อย ให้ไดอะเมท เป็นตัวช่วยในการดูแล ให้คำปรึกษากับทุกท่านนะคะ และสามารถติดตามสาระดีๆเกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวานได้ที่เพจ ไดอะเมท
ที่มา : แนวเวชปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ปี 2560
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: ,

เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเรื่องผลไม้กับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะอาจจะมีความเชื่อเรื่องผลไม้มีน้ำตาล บางคนก็ว่าทานได้ บางคนก็ว่าทานไม่ได้ ตกลงจะเชื่อใครดี วันนี้ Diamate ก็จะมาไขข้อข้องใจให้ฟังกันค่ะ
ก่อนอื่นเลยต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า สารอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องระมัดระวังในการรับประทานคือ คาร์โบไฮเดรต เพราะคาร์โบไฮเดรตเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกย่อยจนสุดท้ายได้น้ำตาลกลูโคส ดังนั้นคาร์โบไฮเดรตจึงมีผลต่อการขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด แต่หลายคนอาจยังสงสัยกันว่าแล้วผลไม้เกี่ยวข้องอย่างไรผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดังนั้นต้องบอกว่า ผลไม้ทุกชนิดที่เรารับประทานกัน มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบทุกชนิด รวมทั้งมีวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆที่สำคัญต่อร่างกายเป็นส่วนประกอบ แล้วแต่ชนิดของผลไม้ว่าจะมีชนิดไหนเยอะ ดังนั้นต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าคุณจะรับประทานผลไม้ชนิดไหนก็จะได้รับน้ำตาลทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะรับประทานผลไม้ได้หรือไม่เพราะผลไม้มีส่วนประกอบของน้ำตาล ซึ่งต้องขอบอกว่าตามหลักโภชนาการแนะนำว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถรับประทานผลไม้ได้ แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและชนิดที่เหมาะสม โดยตามหลักโภชนาการ แนะนำว่าไม่ควรเกินมื้อละ 1 ส่วน และควรเลือกผลไม้ชนิดที่ไม่หวานจัด โดยหลีกเลี่ยงผลไม้ที่หวานจัด แต่อาจรับประทานได้บ้างในปริมาณไม่ควร 1 ส่วน จึงขออธิบายให้เข้าใจว่าผลไม้ 1 ส่วนคืออะไร
ผลไม้ 1 ส่วนคือ ปริมาณที่ผลไม้ทุกชนิดมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเท่ากัน และพลังงานเท่ากัน โดยผลไม้ 1 ส่วนจะมี คาร์โบไฮเดรตเท่ากับ 15 กรัม และ พลังงาน 60 กิโลแคลอรี ซึ่งแต่ละชนิดมีปริมาณดังต่อไปนี้
จากรูปภาพจะเห็นว่า ผลไม้ 1 ส่วนจะมีปริมาณที่ไม่เท่ากัน โดยผลไม้ที่หวานน้อยอาจจะรับประทานได้มากหน่อยเช่น แอปเปิ้ล ส้มเขียวหวาน มะละกอ ชมพู่ แตงโม แต่ผลไม้หวานมากอย่าง กล้วยหอม ทุเรียน มะม่วง ปริมาณเพียงน้อยนิดแต่คาร์โบไฮเดรตเท่ากับผลไม้ชนิดหวานน้อยกันเลยทีเดียว ซึ่งหากอยากจะรับประทานผลไม้ที่หวานมาก อาจต้องห้ามใจตัวเองให้รับประทานในปริมาณ 1 ส่วน จึงเป็นสาเหตุให้รับประทานผลไม้หวานน้อยดีกว่า เพราะรับประทานได้ปริมาณที่มากกว่าผลไม้หวานน้อย แต่ก็ยังคงต้องรับประทานให้ได้ในปริมาณที่แนะนำ
ขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องน้ำตาลในผลไม้เพิ่มเติมว่า แม้ว่าผลไม้จะมีน้ำตาลก็จริง แต่พบว่า หลังจากรับประทานผลไม้แล้ว น้ำตาลในเลือดจะไม่ขึ้นสูงเร็วเหมือนกับการรับประทานน้ำตาลเข้าไป แถมการรับประทานผลไม้ยังทำให้ได้ ใยอาหาร วิตามิน และ แร่ธาตุ อื่นที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย ดังนั้นตอบคำถามที่ว่า ตกลงผู้ป่วยเบาหวานรับประทานผลไม้ได้หรือไม่ ขอตอบอีกครั้งว่า ผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถรับประทานผลไม้ได้แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะถ้าหากรับประทานมากเกินไปก็ส่งผลเสียอยู่ดี คือจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้ ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานหากเรียนรู้และเข้าใจ ก็จะสามารถรับประทานได้ ไม่ต่างกับคนทั่วไปกันเลยทีเดียว
Reference: หนังสืออิ่มอร่อย สไตล์เบาหวาน (กรมอนามัย สำนักโภชนาการ)

 

นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: ,

คุณรู้ไหมว่าคุณเป็นเบาหวานประเภทไหน
หากคุณพบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวาน ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า โรคเบาหวานมีหลายประเภทแต่ทุกประเภทจะพบว่าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ โดยในปัจจุบันพบว่าเบาหวานมีทั้งหมด 4 ประเภท โดยจะมีสาเหตุแตกต่างกันไป ดังนี้
1. เบาหวานประเภทที่ 1 เป็นโรคที่ร่างกายไม่สามารถหลั่งฮอร์โมนอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงทำให้ร่างกายขาดฮอร์โมน จึงทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยเบาหวานประเภทนี้มักจะพบในเด็กและคนอายุน้อย ที่มีรูปร่างผอม
2.เบาหวานประเภทที่ 2 เป็นเบาหวานชนิดที่ร่างกายสามารถหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้ลดลงหรือร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ฮอร์โมนทำงานได้ลดลง ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายสามารถลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้น้อยลง ซึ่งโรคเบาหวานที่คนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเป็นมากที่สุด คือ โรคเบาหวานชนิดนี้ โดยสังเกตได้ง่ายๆว่าคนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดนี้จะมีรูปร่างอ้วน ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมและการขาดออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน ดังนั้นวิธีง่ายๆในการป้องกันเบาหวานคือการปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและออกกำลังกาย
3.เบาหวานในขณะตั้งครรภ์ เป็นภาวะที่ร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลินมากขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ โดยพบว่าหลังคลอดระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับมาเป็นปกติ แต่จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคเบาหวานในอนาคต โดยเฉพาะในคนที่ไม่มีการปรับพฤติกรรมชีวิตในการลดความเสี่ยงเช่น พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร
4.เบาหวานจากสาเหตุอื่น หมายความว่าเป็นเบาหวานที่มาจากสาเหตุอื่นๆเช่น โรคของตับอ่อน จากความผิดปกติของยา ของต่อมไร้ท่อ จากการติดเชื้อ หรือ โรคทางพันธุกรรม แล้วส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
ดังนั้นเห็นได้ว่าการที่คุณมีภาวะเบาหวานเกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นมาได้จากหลายๆปัจจัย ซึ่งเบาหวานแต่ละประเภทก็จะมีวิธีที่ใช้ในการรักษาที่แตกต่างกันไป หากคุณอยากรู้ว่าเบาหวานมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง ต้องติดตามในตอนต่อไปนะคะ
Reference: แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2560 (Clinical Practice Guideline for Diabetes 2017)
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: ,

หลายๆคน คงสงสัยว่า มีโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ด้วยเหรอ ต้องบอกว่ามีค่ะ โดยโรคเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ คือ โรคเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกในขณะตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่จะหมายถึง โรคเบาหวานที่เกิดขึ้น ขณะตั้งครรภ์โดยรวมถึงโรคเบาหวานหรือความทนต่อกลูโคสผิดปกติที่เกิดขึ้นก่อนการตั้งครรภ์แต่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน เป็นภาวะที่สามารถพบได้บ่อยถึงประมาณร้อยละ 7 ของหญิงตั้งครรภ์ โดยพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีประวัติเป็นเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ มีโอกาสพัฒนาเป็นเบาหวาน ภายใน 5-10 ปีหลังจากคลอดแล้ว ซึ่งหญิงที่มีภาวะเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ควรได้รับการประเมินซ้ำอีก หลังจากคลอดบุตรแล้วอย่างน้อย 6 สัปดาห์ เพื่อให้การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยยังมีความผิดปกติในการควบคุมระดับกลูโคสหรือไม่
ตามแนวทางเวชปฏิบัติโรคเบาหวาน ปี 2017 กำหนดว่า หญิงตั้งครรภ์ทุกคน ควรได้รับการตรวจคัดกรองหาโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ยกเว้นหญิงที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ได้แก่ อายุน้อยกว่า 25 ปีและน้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์ปกติ และไม่มีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว และไม่เคยมีประวัติการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติมาก่อน โดยถ้าเป็นหญิงที่มีความเสี่ยงสูงจะแนะนำให้มีการตรวจคัดกรองเมื่อฝากครรภ์ครั้งแรก
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์
– มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
– มีภาวะอ้วน
– มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
– มีภาวะความดันโลหิตสูง
– มีกลูโคสในปัสสาวะ
– เคยมีประวัติเป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์มาก่อน
ซึ่งการตรวจคัดกรองเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ สามารถทำได้อย่างไร ต้องบอกว่า สามารถตรวจเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร โดยให้หญิงตั้งครรภ์ ดื่มสารละลายกลูโคส 50 กรัม หลังจากดื่ม 1 ชั่วโมง ให้ตรวจวัดระดับกลูโคส ถ้ามีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าผิดปกติต้องทำการตรวจวินิจฉัยในลำดับต่อมา
การตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ในปัจจุบันจะมีอยู่สองเกณฑ์ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล โดย
สรุปวิธีวินิจฉัยดังตารางด้านล่าง
โดยวิธีที่ 1 หากพบว่ามีความผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป จะถือว่าเป็นโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ส่วนวิธีที่ 2 หากพบว่ามีความผิดปกติตั้งแต่ 1 ค่าขึ้นไปจะถือว่าเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ทางเพจ Diamate หวังว่า เรื่องภาวะเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ น่าจะทำให้หลายๆคนพอเข้าใจกันมากขึ้นนะคะ แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ค่ะ เรามีเรื่องต่อมาคือ วิธีการรักษาโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ มาฝากกันในบทความต่อไปค่ะ
Reference
1. The International Diabetes Federation. IDF Diabetes Atlas, 8th edn.Brussels, Belgium: International Diabestes Federation, 2017.
2.แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2017
3.บทความ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ นพ.ธรรมพจน์ จีรากรภาสวัฒน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. Medical Complication in Elderly Gravida. รศ.นพ. วิฑูรย์ ประเสริญเจริญสุข Srinagarind Med J 2007: 22 (supply)
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: , ,

บทความนี้เราก็จะมาดูกันว่า ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานอาหารอย่างไร และต้องการสารอาหารประมาณเท่าไหร่ ก่อนอื่น เราต้องรู้ก่อนว่า ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ควรเลือกรับประทานอาหารอย่างไร ซึ่งขออธิบายหลักในการเลือกอาหารก่อนดังนี้
1. ควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังไม่ขัดสี ธัญพืชไม่ขัดสี
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำตาล และ งดขนมหวานต่างๆ
3. เลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดี จากเนื้อสัตว์ ไข่ นม เต้าหู้ นมถั่วเหลือง
4. แนะนำให้รับประทานผัก และผลไม้ เพื่อให้ได้ กากใยอาหาร โดยเลือกรับประทานผลไม้หวานน้อย อย่าง แอปเปิ้ล ฝรั่ง ส้ม มะละกอ
5. แนะนำเพิ่มอาหารว่างระหว่างมื้อ เพื่อป้องกันภาวะอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ และ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น
คำถามต่อมาคือ ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต้องการพลังงานเท่าไหร่ ซึ่ง ในไตรมาสแรกผูป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต้องการพลังงานวันละ 30-35 กิโลแคลอรี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และจะต้องการพลังงานมากขึ้นจากปกติประมาณ 300 กิโลแคลอรี ต่อวัน ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 โดยจะแบ่งเป็นพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ร้อยละ 50, 30 และ 20 ตามลำดับ
ตัวอย่างการจัดเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
โดยถ้าผู้ป่วยเบาหวาน ต้องการพลังงาน 1600 กิโลแคลอรี สามารถจัดอาหาร แบ่งเป็นส่วน ได้ดังนี้
Reference : แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ปี 2560
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: , ,

หลายๆคนมักจะสงสัยว่า ต้องบอกว่าเบาหวานมีหลายประเภท โดยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือหนึ่งในนั้น ซึ่งวันนี้จะมาเฉลยว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ก็คือโรคที่มักพบในคนอายุน้อย มีรูปร่างไม่อ้วน มีอาการปัสสาวะมาก กระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก อ่อนเพลีย น้ำหนักลด โดยอาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง (มักพบในวัยเด็ก) ซึ่งโรคนี้เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินโดยสิ้นเชิง ดังนั้นต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทน ซึ่งมีความแตกต่างกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40ปี ซึ่งโรคนี้เกิดจากร่างกายมีการดื้อต่ออินซูลิน(ฮอร์โมนออกฤทธิ์ได้ลดลง)และมีการหลั่งฮอร์โมนลดลง มักพบในผู้ใหญ่และผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ปัจจุบันพบมากในเด็กที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน โดยการรักษาเบาหวานชนิดนี้ สามารถทำได้ด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และให้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทาน
แต่ไม่ว่าคุณจะมีอาการเบาหวานชนิดใดก็ตาม เป้าหมายหลักในการดูแลรักษาโรคนี้ก็คือ การควบคุมระดับน้ำตาลให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะเบาหวาน และเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีใกล้เคียงกับคนปกติ โดยเป้าหมายการดูแลรักษาโรคเบาหวานที่แนวทางเวชปฏิบัติโรคเบาหวานปี 2560 กำหนดไว้ดังนี้ ถ้าผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานมาไม่นาน ไม่มีโรคแทรกซ้อนหรือโรคร่วมอื่น ควรควบคุมให้มีน้ำตาลสะสม HbA1C <7% แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือรุนแรง ผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อนรุนแรงหรือมีโรคร่วมหลายโรค ควรคุมให้มีน้ำตาลสะสม HbA1C ไม่ควรต่ำกว่า 7%
วิธีการรักษาโรคเบาหวานมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมระดับกลูโคสให้ใกล้เคียงกับเกณฑ์มากที่สุด โดยต้องอาศัยทีมผู้เชี่ยวชาญและตัวผู้ป่วยร่วมมือกันรักษา ซึ่งประกอบด้วยหลักดังต่อไปนี้
1.การควบคุมอาหาร ควรรับประทาน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่างข้าวกล้อง, ธัญพืช, ขนมปังโฮลวีท และงดอาหารที่มีน้ำตาลสูง เน้นรับประทานผักและผลไม้ แต่ควรเลือกผลไม้ชนิดหวานน้อย
2.การออกกำลังกาย จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดเพราะมีการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้มีระบบหลอดเลือดและหัวใจแข็งแรงขึ้น
3.การให้ยารับประทาน ซึ่งมีหลากหลายกลุ่ม ซึ่งมียาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินมากขึ้น และร่วมกับยากลุ่มอื่นๆตามสภาวะโรคของผู้ป่วย แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จะใช้ยาไม่ได้ผลเนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถหลั่งอินซูลินได้
4.การฉีดอินซูลิน ซึ่งกรณีของการฉีดอินซูลินจะเป็นการให้ อินซูลินเพื่อทดแทน อินซูลินที่ร่างกายขาดไป โดยจะให้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 หรือเบาหวานชนิดที่ 2 ในรายที่เป็นมานานแล้วและมีความรุนแรงของโรคมากจนไม่สามารถหายโดยการรับประทานยาเพียงอย่างเดียว
จึงเห็นได้ว่าการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 ต่างกันตรงการใช้ยาและการฉีดอินซูลินเท่านั้น แต่ที่เหลือยังคงไม่แตกต่างกันซึ่ง ความเข้มงวดในการดูแลรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน
Reference: แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2560
Roll up โรคเบาหวาน จากสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค

 

นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: