หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีโรคเบาหวาน แล้วพบว่า ตัวเองมีอาการรู้สึกหิว ร้อน เหงื่อออก ใจสั่น มือสั่น กระสับกระส่าย หัวใจเต้นเร็ว หากคุณมีภาวะโรคเบาหวานแล้วพบอาการเหล่านี้ ขอให้คุณนึกไว้เลยว่า อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อาจมีอันตราย จนสามารถทำให้คุณสามารถเสียชีวิตได้เลย
ก่อนอื่นคงต้องเริ่มจาก การวินิจฉัยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำคือ ตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดแล้วมีค่า น้อยกว่าหรือเท่ากับ 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งสามารถใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลกลูโคสแบบพกพา ในการตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสเพื่อประเมินอาการเบื้องต้นได้
โดยปกติไม่มีใครเจาะน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ ดังนั้นอาการบ่งชี้ของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ก็คือ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกร้อน เหงื่อออก มือสั่น รู้สึกกังวล ความดันโลหิตสูง กระสับกระส่าย และชา อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าผู้ป่วยมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ และต้องได้รับการแก้ไขอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ก่อนที่จะมีอาการสมองขาดน้ำตาลกลูโคสและมีอาการรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งถ้าสมองขาดน้ำตาลกลูโคส จะส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย รู้สึกร้อนทั้งที่ผิวหนังเย็นและชื้น มึนงง ปวดศีรษะ ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง สับสน ไม่มีสมาธิ ตาพร่ามัว พูดช้า ง่วงซึม หลงลืม และอาจเกิดภาวะอัมพฤกษ์ครึ่งซีก คล้ายโรคหลอดเลือดสมอง หมดสติ และชัก โดย ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 และ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นบ่อยๆ จะพบว่าร่างกายอาจจะไม่ส่งสัญญาณเตือนให้ร่างกายรับรู้ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวานได้
หากอ่านมาถึงตรงนี้คงอยากจะรู้กันแล้วว่า ใครกันที่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งสาเหตุที่มักพบได้บ่อยมี รายละเอียดดังนี้
1. การได้รับยาเบาหวานที่ไม่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาจจะชนิดของยา(อินซูลิน/ยากระตุ้นการหลั่งอินซูลิน) และปริมาณที่ไม่เหมาะสม (มากเกินไป)
2. รับประทานอาหารไม่เพียงพอหรือน้อยกว่าที่เคยได้รับ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตั้งใจลดอาหาร หรือมื้ออาหารถูกงดหรือเลื่อนออกไปจากปกติ เช่น ผ่าตัด การตรวจจากแพทย์ หรือมีการปรับเปลี่ยนอาหารทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลน้อยกว่าปกติ โดยได้รับยารักษาเบาหวานในปริมาณเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม
3. มีการออกกำลังกายมากขึ้นและทำให้ร่างกายมีการใช้กลูโคสมากกว่าปกติ
4. ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เยอะ และส่งผลให้ร่างกายมีการผลิตกลูโคสน้อยกว่าปกติ
5. ร่างกายมีการกำจัดยาเบาหวานหรืออินซูลินได้ลดลง อาจมาจาก มีการทำงานของไตหรือตับเสื่อมลง
6. มีการควบคุมเบาหวานอย่างเข้มงวดเพื่อให้มีระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็นมากที่สุด
7. ผู้สูงอายุ > 70 ปี หรือโรคไตระยะสุดท้าย หรือมีโรคเรื้อรังร่วมกันมากกว่า 3 ชนิดขึ้นไป
โดยส่วนใหญ่พบว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จะมีอัตราการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมากกว่าชนิดที่ 2 ดังนั้นเราสามารถป้องกันให้เกิดอาการน้ำตาลได้อย่างไรบ้าง
– ปฏิบัติตามแผนการรักษาตามที่แพทย์ได้แนะนำไว้อย่างระมัดระวัง ทั้งการรับประทานยา การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย
-ตรวจสอบปริมาณยารักษาเบาหวานและอินซูลินอย่างรอบคอบ
-หากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างระมัดระวัง
-หมั่นตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอตามที่แพทย์แนะนำ
– ควรพก น้ำผลไม้ หรือกลูโคสแบบเม็ด ซึ่งสามารถช่วยรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่อาการจะแย่ลง
แต่ถ้าหากพยายามป้องกันไม่ให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำแล้วแต่ยังคงเกิดอาการน้ำตาลต่ำอยู่ เราก็มีวิธีง่ายๆ ในการดูแลเมื่อมีอาการน้ำตาลต่ำเกิดขึ้น ซึ่งถูกตามหลักการแพทย์ มาแนะนำให้กับผู้ป่วยเบาหวาน ดังนี้
หากพบว่าผู้ป่วยเบาหวาน มีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เบื้องต้นให้รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม ซึ่ง ปริมาณคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม เทียบเท่ากับ ปริมาณอาหารดังต่อไปนี้
ซึ่งหลังจากได้รับกลูโคสหรืออาหารในปริมาณดังกล่าวแล้ว ผู้ป่วยมักจะมีอาการดีขึ้นภายใน 15-20 นาที โดยถ้าหาก รับประทานคาร์โบไฮเดรตเข้าไปแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นหรือระดับน้ำตาลในเลือดยังต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ให้รับประทานคาร์โบไฮเดรตอีก 15 กรัมเข้าไปซ้ำอีกครั้ง โดยถ้าอาการน้ำตาลต่ำยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจดูอาการและรับการรักษาอีกครั้ง แต่ถ้าหากผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้วหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 80 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ควรให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารต่อเนื่องทันทีเมื่อใกล้หรือถึงเวลาอาหารมื้อหลัก โดยถ้าหากรอนานเกินกว่า 1 ชม.กว่าจะรับประทานอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานคาร์โบไฮเดรตปริมาณ 15 กรัมเข้าไป เพื่อป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ ซ้ำอีกครั้ง
เห็นไหมคะทุกคน อาการน้ำตาลในเลือดต่ำไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่คุณควรจะมองข้าม ผู้ป่วยเบาหวานต้องระมัดระวัง และ รู้วิธีดูแลตัวเอง เมื่อมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ซึ่งเพจ ไดอะเมท ได้แนะนำวิธีการดูแลเบื้องต้นไปดังที่กล่าวมาข้างต้น คงมีประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อย ให้ไดอะเมท เป็นตัวช่วยในการดูแล ให้คำปรึกษากับทุกท่านนะคะ และสามารถติดตามสาระดีๆเกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวานได้ที่เพจ ไดอะเมท
ที่มา : แนวเวชปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ปี 2560
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: ,