จากการสำรวจในปัจจุบันพบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานมากขึ้นทุกปี โดยจากการสำรวจของผู้ที่เป็นเบาหวานในปี พ.ศ. 2552 เท่ากับ ร้อยละ 6.9 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 ในปี 2557 ซึ่งถือว่าอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเรื่องจำเป็นอย่างมาก เพราะว่าหากผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับการรักษาที่ไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้มีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้น เช่น โรคปลายประสาทตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ดังนั้น หากได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้ถูกต้อง
เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการดูแลรักษาโรคเบาหวานนั้น คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติหรือใกล้เคียงกับปกติ เพื่อป้องกันและชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อน
นอกจากผู้ป่วยเหล่านี้จะจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นต้องลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่ส่งเสริมให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมาอีกด้วย เช่น การควบคุมดูแลน้ำหนักไม่ให้น้ำหนักขึ้น หรือ ควรลดน้ำหนักหากภาวะอ้วนร่วมด้วย ควรมีการควบคุมระดับไขมันในเส้นเลือดที่ผิดปกติให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ดูแลรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรงดการสูบบุหรี่ และเพิ่มการออกกำลังกายให้มากขึ้น หากสามารถดูแลระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติและลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็สามารถช่วยลดอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้
หลายๆคนอ่านมาถึงตรงนี้ คงอยากรู้แล้วว่า ในทางการแพทย์เราจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเคยได้ยินมากมายว่า แค่คุมอาหารก็พอ บางคนก็บอกว่าต้องรับประทานยา หรือบางคนบอกว่าฉีดอินซูลิน ต้องบอกว่าทุกๆอย่างที่เคยได้ยินมาคือวิธีในการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดซึ่ง การรักษาผู้ป่วยเบาหวานหลักๆจะใช้ การปรับพฤติกรรมและออกกำลังกาย, การรักษาด้วยยา และ การรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนอินซูลิน แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกคนจะได้รับการรักษาที่เหมือนกันทั้งหมด ขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลของผู้ป่วย และชนิดของโรคเบาหวานที่ผู้ป่วยเป็น โดย ถ้าหากผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 พบว่าร่างกายของผู้ป่วยก็จะไม่มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่มีอินซูลินมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ดังนั้นผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็จะได้รับการรักษาโดยการฉีดฮอร์โมนอินซูลิน ร่วมกับการนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเข้าไป แต่ถ้าหากเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก็จะเริ่มต้นการรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารก่อน หากผู้ป่วยยังไม่สามารถคุมน้ำตาลได้ก็จะให้ยาลดระดับน้ำตาลร่วมกับการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจติดตามเพื่อทำให้ผู้ป่วยมีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม และหากผู้ป่วยเบาหวานมีโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีก็จะ ต้องมีการรักษาโรคแทรกซ้อนร่วมด้วย เช่นได้รับยาลดระดับไขมันในเลือดในคนที่ไม่สามารถคุมระดับไขมันในเส้นเลือดได้ และในบางรายที่มีโรคแทรกซ้อนหลายอย่างก็อาจต้องมีการประเมินความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้าก็จำเป็นที่จะต้องประเมินแผลและดูแลสุขภาพเท้าอีกด้วย หรือผู้ป่วยที่มีอาการชาที่ปลายเท้าก็เช่นเดียวกันก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากนักกายภาพบำบัด
จากที่ผ่านมาพบว่าโรคเบาหวานคือโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นไม่ควรเชื่อคำโฆษณาของผู้ที่ไม่ใช่แพทย์และซื้อสมุนไพรหรือยาอื่นๆมารับประทาน ซึ่งสมุนไพรบางชนิดอาจช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้บ้าง แต่ก็ไม่มีผลการศึกษาต่อตับและไตในระยะยาว โดยพบว่าผู้ป่วยเบาหวานบางรายหากปฏิบัติดีสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ต้องรับประทานยา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหายขาด ถ้าเลิกคุมอาหารหรือเลิกออกกำลังกายระดับน้ำตาลก็อาจกลับมาสูงได้ ดังนั้นการรักษาโรคเบาหวานจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถรักษาได้ตามใจตัวเอง เพราะหากเป็นรุนแรงมากขึ้น จะไม่คุ้มกับการรักษา ซึ่งการรักษาโรคเบาหวานจะต้องรักษาแบบองค์รวม มีหลายวิชาชีพร่วมกันดูแล ตั้งแต่ แพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหาร พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัด
Reference : แนวเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2017
นักกำหนดอาหารบทความโดย คุณศรีธนภร จิตสอาดกุล (เพชร)
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้บริการคำปรึกษาด้านอาหารและโภชนาการผ่านแอปพลิเคชั่น Diamate
สอบถามเพิ่มเติมในการจัดอบรมลดความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนสำหรับพนักงานหรือผู้บริหารได้ที่ info@diamate.co

Tags: